"ลมหายใจ" คือสิ่งมหัศจรรย์ใกล้ตัวมนุษย์ที่ถูกมองข้าม

รวมรวมโดย โสภณ จาเลิศ

          ใครเล่าจะรู้ว่า ยาอายุวัฒนะ ยาบรรเทาความเจ็บปวดสุดยอดแห่งเครื่องมือดับทุกข์ และหนึ่งในยารักษาโรคดีที่สุด
ในจักรวาลนี้ ซ่อนอยู่ที่ปลายจมูกของเรานี่เอง

          "ลมหายใจ" คือสิ่งมหัศจรรย์ใกล้ตัวมนุษย์ที่ถูกมองข้ามมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ "การหายใจอย่างถูกต้อง"คือรากฐานสำคัญ
ของศาสตร์แห่ง สมาธิทุกรูปแบบ และศาสตร์แห่งโยคะทุกประเภท รวมทั้งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง
ของจักรวาลอีกด้วยแม้แต่ศาสตร์ แห่งพลังและการบำบัดโรคทางจีนทุกแขนง ก็ให้ความสำคัญกับพลังชีวิตที่เรียกว่า "พลังชี่" เป็นอย่างมาก ซึ่งแท้จิรงแล้วคำว่า "ชี่"   (Qi) ก็แปลว่า "ลมหายใจ" นั่นเอง

          ความลับอันมหัศจรรย์ของลมหายใจสามารถแจกแจงออกมาได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

          1. ลมหายใจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดอายุขัยของเราหากลองสังเกตสัตว์ที่มีอายุสั้น เช่น หนู ซึ่งมีอายุขัย
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 3-5 ปี จะพบว่า หนูหายใจเข้าและออกถึง 90 ครั้งต่อนาที และมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 400 ครั้งต่อนาที ในขณะที่เต่าซึ่งมี อายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120 ปี จะหายใจเข้าและออกเพียง 4-6 ครั้งต่อนาที และมี อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 10-20 ครั้งต่อนาที เท่านั้น และหากเราลองจ้องมองพุงของสุนัขหรือแมวที่บ้าน เราก็จะพบว่า มันมีอัตราการหายใจที่เร็วและถี่กว่าเรามาก ซึ่งแน่นอนว่า พวกมันก็มีอายุขัยสั้นกว่าคนเรามากเช่นกัน

          ลมหายใจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจครับ ยิ่งเราหายใจช้า ลึก และยาวมากเท่าไร อัตราการ
เต้นของหัวใจ จะยิ่งมีจังหวะที่ช้าและสม่ำเสมอมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้เรามีอายุที่ยืนยาวขึ้นและเป็นโรคต่าง ๆ น้อยลง (ดังที่จะนำเสนอต่อไปในข้อที่ 2)

          มีงานวิจัยที่น่าสนใจพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบทุกชนิด (รวมทั้งมนุษย์) มีขีดจำกัดของการเต้นของหัวใจ
อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านครั้งในชีวิต ฉะนั้นเมื่อหัวใจเต้นเกิน 1,000 ล้านครั้ง สัตว์ชนิดนั้นก็จะใกล้ถึงวันตายตามอายุขัย ซึ่งไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะหัวใจ ที่เต้นเร็วจากการหายใจตื้นและถี่อยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรที่ต้องทำงานหนัก
อยู่เสมอ ย่อมส่งผลให้เกิดความเสื่อม และผุพังเร็ว และมีอายุการใช้งานที่สั้นลงกว่าเครื่องจักรที่ได้รับการดูแลอย่างดี
และไม่ถูกใช้งานอย่างหักโหม

          สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายใจเร็วที่สุดในโลกคือ หนูชรูว์ (Shrew) ซึ่งหายใจถี่ถึง 170 ครั้งต่อนาที นับว่าถี่กว่ามนุษย์ ผู้ใหญ่โดยเฉลี่ย ถึง 8 เท่า และหัวใจของหนูชูว์เต้นเร็วถึง 1,200 ครั้งต่อนาที ซึ่งแน่นอนว่า หนูชรูว์เป็นสัตว์ที่มีอายุขัยสั้นเพียง
ไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น

          2. การหายใจอย่างถูกต้องสามารถช่วยป้องกันและเยียวยารักษาโรคร้ายได้สารพัด อาทิเช่น

             2.1 โรคไมเกรน ผู้ป่วยโรคไมเกรนจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งอาการดังกล่าวอาจได้รับการ
บรรเทา หรือรักษา ให้หายขาดได้ด้วยการฝึกหายใจให้ลึก ยาว และละเอียดขึ้นโดยท่านโกเอ็นก้า (S. N. Goenka) อาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง ที่สุดคนหนึ่งของโลก หายขาดจากโรคไมเกรนด้วยการฝึกอานาปานสติ (ฝึกสติ
โดยใช้ลมหายใจ) ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีแพทย์ คนไหนหรือยา ขนานใดสามารถช่วยท่านได้เลย แม้ว่าท่านจะได้ไปพบแพทย์
ที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงที่สุดในโลกแล้วก็ตาม

             2.2 โรคหัวใจและโรคความดัน การหายใจลึกและข้าสามารถลดความดันโลหิตลงได้อย่างเห็นผลทันตา อีกทั้งใน
ยามที่ผู้ป่วย มีอาการ โรคหัวใจกำเริบ การหายใจลึกๆ ก็สามารถนำสติกลับมาจดจ่ออยู่ที่ร่างกายและปัจจุบันขณะ ทำให้ผู้ป่วย
สามารถควบคุมอาการ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

             2.3 โรคเครียดเรื้อรัง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมามากมาย สามารถเยียวยารักษาได้ด้วยการฝึกหายใจ
อย่างถูกวิธี เพราะ อันที่จริง 90 เปอร์เซ็นต์ของความเครียดทั้งหมดในชีวิตเกิดจากความห่วงกังวลถึงอนาคต หรือหมกมุ่น
อยู่กับอดีต ดังนั้นการนำจิต และความคิด กลับมาอยู่กับลมหายใจที่ลึกและละเอียดในปัจจุบัน จะสามารถช่วยลดความเครียด
ได้อย่างชะงัด นอกจากนั้นจะสังเกตได้ว่าเวลาเราเครียดหรือ นอน ไม่พอ หัวใจของเราจะเต้นไม่เป็นจังหวะ ซึ่งเป็นสัญญาณ เตือนว่า ร่างกายของเรากำลังทำงานบกพร่อง ภูมิคุ้มกันลดต่ำและสารความเครียด ที่ชื่อ "คอร์ติซอล" (cortisol) กำลัง
ออกอาละวาด ในกระแสเลือดของเรา ทั้งนี้การนั่งสงบสติอารมณ์และฝึกหายใจให้ลึก และยาวเพียง 2-3 นาที จะช่วย
ปรับหัวใจให้กลับมาเต้นในจังหวะที่สม่ำเสมอมากขึ้นได้ทันที ทั้งนี้ยังมีอีกหลายโรคที่สามารถบรรเทา เยียวยา หรือแม้แต่
รักษาได้ด้วยการฝึกหายใจอย่างถูกวิธี เช่น โรคลมบ้าหมู โรคหอบหืด โรคซึมเศร้า และโรคอัลไซเมอร์ซึ่งจะลงรายละเอียด
ในข้อต่อไป

          3. ลมหายใจเป็น "แม่นมของสมอง" สมองของมนุษย์ทุกคนบริโภคออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารซึ่งแน่นอน
ว่า สิ่งที่เป็น ตัวขับเคลื่อนออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสก็คือ อากาศที่เราหายใจเข้าปอดไปนั่นเอง จะสังเกตได้ว่าหากเราลอง
กลั้นหายใจนาน ๆ (ซึ่งไม่แนะนำให้บ่อย ๆ) เราจะเริ่มรู้ปวดหัว นั่นก็เพราะหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดประสิทธิภาพการทำงาน
ของสมองเรา ก็คือปริมาณของออกซิเจนที่มันได้รับนั่นเอง

          เซลล์สมองของคนที่ขาดอากาศหายใจนานเกิน 3 นาทีจะเริ่มฝ่อและตาย ส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือ
ความทรงจำสั้น และหาก สมองขาดอากาศนานเกิน 6 นาที แม้เจ้าของสมองจะไม่ตาย เขาก็มักจะอยู่ในสภาพโคม่า (คือเป็นผักหรือเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงนิทรา) ไปตลอดกาล

          ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร กะพริบตา การเคี้ยว การคิด ฯลฯ ดังนั้นนอกจากการ หายใจอย่างถูกต้องจะช่วยบำรุงสมอง รักษาความทรงจำ และชะลอหรือป้องกันโรคอัลไซเมอร์แล้ว มันยังทำให้เราสามารถคิดวางแผน และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาแก้ปัญหาได้รวดเร็วและ
มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

          4. การหายใจอย่างถูกวิธี ทำให้คนทายอายุเราผิด เคยสังเกตไหมครับว่าคนที่ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ หรือ
พระอาจารย์ที่ปฏิบัติ ปัสสนากรรมฐานเป็นประจำแทบทุกรูป จะมีใบหน้าที่ดูสดใส และอ่อนกว่าวัยโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอหรือ ง้อศัลยกรรมแต่อย่างใด ในทาง ตรงกันข้าม คนที่เครียดบ่อยและหงุดหงิดอยู่เสมอ จะมีใบหน้าที่หมองคล้ำ เหี่ยวย่น และมี
ตีนแร้ง (ร้ายกว่าตีนกา) ทั่วใบหน้า ส่งผลให้ต้อง สรรหาสารพัดวิธีที่จะลบริ้วรอยและดึงหน้าให้เด้งตึง

          หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ที่นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ มีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะพวกเขาได้มีโอกาสฝึกหายใจ
ให้ลึก ยาวละเอียด บ่อยครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสงบสุขในใจ และลดสารความเครียดที่เรียกว่า "คอร์ติซอล" (อันเป็นสาเหตุหลักของความแก่ชรา ก่อนวัยอันควร) แล้ว การหายใจอย่างเต็มปอดยังช่วยฟอกเลือดที่นำพาออกซิเจน
ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้าดูมีน้ำมีนวล เต่งตึงสดใส อ่อนกว่าวัย และสุดท้าย
เลือดเหล่านั้นก็ยังช่วยขับสารพิษตกค้างต่าง ๆ (detox) อกจากอวัยวะทุกส่วนของร่างกายและบนใบหน้าได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

           สรุปแล้วเคล็ดลับอายุยืน หน้าใส สมองไว และใจเป็นสุขโดยที่ไม่ต้องเสียเงินก็คือ การฝึกหายใจให้ลึก ยาวและ
ละเอียดมาก ที่สุดนั่นเอง

          ร่างกายของเราขับของเสียจากการเผาผลาญพลังงาน (metabolic waste) ออกทุก ๆ วันจากหลากหลายช่องทาง เช่น ทางอุจจาระ 3% ทางปัสสาวะ 8% ทางเหงื่อ 19% ฯลฯ แต่สิ่งที่หลายคนไม่ทราบก็คือ ร่างกายของเราขับของเสียจากการ
เผาผลาญพลังงานถึง 70% ทางลมหายใจ ดังนั้นหากคุณคิดว่าการขับถ่ายเป็นเรื่องสำคัญ ก็อย่าลืมความสำคัญของการฝึก
หายใจให้ลึกและยาวด้วยเช่นกัน

          5. ลมหายใจเป็นหนึ่งในตัวกำหนดระดับความสำเร็จในชีวิตของเราคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าตัวการหลักสำคัญที่สุดที่ทำให้
คนเราประสบ ความสำเร็จต่างกันคือ เรามีความสามารถในการควบคุมตัวเองที่ต่างกัน โดยคนที่มีความสามารถใน
การควบคุมตัวเองมากกว่า จะประสบ ความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตมากกว่าเสมอ

          ยกตัวอย่างเช่น นักมวยชื่อดังอย่าง ไมค์ ไทสัน ที่โกรธจัดจนกัดหูคู่ต่อสู้ของเขาคือ อีแวนเตอร์ โฮลฟีลล์ จนแหว่ง ส่งผลให้ไทสันถูก
ปรับแพ้ และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตรวมทั้งอาชีพของเขาก็อยู่ในขาลงตลอด ในขณะที่อีแวนเดอร์ โฮลิฟีลล์ ซึ่งอาจจะชกได้ไม่ดุดันเท่า กลับมีการงานที่รุ่งโรจน์และมีชีวิตที่รุ่งเรืองจนถึงทุกวันนี้

          ตั้งแต่นักธุรกิจใหญ่ที่ตัดสินใจผิดอย่างมหันต์เพราะความ “โลภ” ตั้งแต่นักกีฬาที่พลาดท่าเพราะความ “โกรธ” ไปจนถึงพนักงานหรือ ข้าราชการทั่วไปที่จมปลักอยู่ในวงเวียนแห่งอบายมุข เพราะความ “หลง” ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร
เพื่อยังชีพ ความสามารถใน “การควบคุม ตัวเอง” เป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งที่จะกำหนดความสำเร็จของชีวิต ซึ่งหนึ่งใน
เครื่องมือควบคุมตัวเองที่ทรงพลังที่สุดก็คือลมหายใจ ของเรานั่นเอง

          6. "อากาศ" ส่งผลต่อ "อารมณ์" อย่างน่าอัศจรรย์หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า เวลาตื่นเต้น โกรธ กลัว หรือประหม่าให้ลอง "สูดลมหายใจลึก ๆ" ซึ่งคำแนะนำนี้มีพื้นฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์ เพราะการหายใจลึก ๆ จะทำให้
เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้ามากขึ้น ซึ่งเป็น สมองส่วนที่ใช้ในการบริหารและควบคุมอารมณ์ต่าง ๆ กล่าวคือ การหายใจ
ที่ลึกและยาวเพียงพอจะช่วยเพิ่ม "ขันติ" (ความอดทนต่อการกระทบของอารมณ์) และเพิ่มพลัง "สติ" ซึ่งเกิดจากการ
สับรางระบบของ สมองจากส่วนที่คล้าย "สัตว์ป่า" (limbic) มาเป็นส่วนที่คล้าย "เทวดาในร่างมนุษย์" (neo-cortex)

          จะสังเกตได้ว่าเวลาที่เราโกรธ กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด กังวล หรือทุกข์ ลมหายใจของเราจะสั้นและตื้น แต่เวลาที่เรามีความสุข สงบ มีพลัง นิ่ง สุขุม มั่นใจ สบายใจ ลมหายใจของเราจะยาวและลึก ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจหายใจให้ยาวและลึกสัก 4-5 ครั้ง สมองของเราจะถูกหลอกว่าเรากำลังรู้สึกสบายใจ สุขุม และมีพลังเช่นกัน กระบวนการนี้เรียกว่าการทำ "Biofeedback" (การป้อนกลับ ทางชีวภาพ) โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ

          เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่าง "ละเอียด" ซึ่งเป็นการหายใจให้ช้า ลึก และเบา โดยสูดลมหายใจเข้า
จนสุดปอด ให้หน้าท้องและหน้าอกพองตัวจนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกยาว ๆ อย่างไม่รีบร้อนจนหมดทั้งปอดทำเท่านี้เพียง 3-4 ครั้งก็จะรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบา ใจเริ่มเย็น จิตเริ่มโล่ง และสมองเริ่ม
ปลอดโปร่งขึ้นแล้ว

          ถามว่าต้องทำและต้องฝึกบ่อยแค่ไหน คำตอบคือ "รู้ตัวเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้น" หรือทำทุกครั้งที่รู้สึกว่าจิตกำลังเริ่มตก คือเริ่มกลัว โกรธ กังวล เหนื่อย เครียด เบื่อ เซ็ง ท้อ ทุกข์ หรือลองทำก่อนรับโทรศัพท์ก็ได้ เช่น ลองสูดลมหายใจเข้า
และออกลึก ๆ สัก 1-2 ครั้ง แล้วค่อยรับ สายด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ หลายครั้งคนที่อยู่ปลายสายจะสัมผัสได้ถึงความเมตตา อ่อนโยน สงบ อบอุ่น และมีพลังของเรา

          การฝึกลมปราณ (Pranayama) ตามศาสตร์ของโยคะแห่งประเทศอินเดียสามารถทำได้หลากหลายวิธี โดยในที่นี้จะ
นำเสนอ เฉพาะ เทคนิคที่ทำได้ง่ายและใช้ได้ผลทันที เทคนิคแรกเรียกว่า “อนุโลมาวิโลมา” (Anuloma viloma) ซึ่งเป็นการหายใจสลับข้างจมูก

           ขั้นแรกคือ ให้เราเอานิ้วโป้งปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง จากนั้นสูดหายใจลึก ๆ ยาว ๆ นับ 1-5 จากนั้นให้เราเปลี่ยนนิ้วมา
ปิดจมูกอีกข้าง หนึ่งแล้วหายใจออกนับ 1-10 ตอนทำควรหลับตาและทำช้า ๆ ไม่ต้องรีบนับ แพทย์ทางเลือกหลายท่าน
แนะนำให้ใช้วิธ๊นี้ในการรักษาโรค ไมเกรน เพราะการหายใจแบบนี้จะช่วยลดอาการปวดหัวได้อย่างดีเยี่ยม

          เทคนิคที่สองเรียกว่า "อคนีปราณ" (Agni Pran) เป็นภาษาฮินดูแปลว่า "ลมหายใจแห่งไฟ" (Breath of Fire) โดยเทคนิคนี้อาศัยการ หายใจ ให้สั้นที่สุด ลึกที่สุด และถี่ที่สุดติดต่อกัน 20 ครั้ง โดยให้หน้าท้องของเราพองและยุบ
อย่างเต็มที่ทุกครั้งที่หายใจเข้าและออก เมื่อทำเสร็จทั้ง 20 ครั้งจะรู้สึกมีพลังชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ง่วงซึมไม่เหนื่อยหน่าย จึงไม่แปลกที่ "ลมหายใจแห่งไฟ" สามารถใช้แก้ความขี้เกียจและความ เหนื่อยอ่อนได้อย่างดี

เอกสารอ้างอิง
จาก Line ของ Rungnapa : อ้างอิงมาจาก หนังสือ Secret เรื่อง ความลับของลมหายใจเขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

 

 

 

 

 

 

.